เราจะมาอธิบาย 5 ความผิดที่เกี่ยวกับฟิตเนสการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายที่ดีจำเป็นต้องแลกมาด้วยการเจ็บจริงหรือ….. ในความเป็นจริงแล้ว คุณอาจกำลังทำอะไรบางอย่างผิดพลาดแล้วเกิดอาการเจ็บปวดก็ได้ ซึ่งอาการปวดเมื่อยหลังออกกำลังกายครั้งแรกก็สามารถพบได้ทั่วไป แต่หากอาการปวดเป็นอย่างต่อเนื่อง

ข้อที่หนึ่ง: ไม่เจ็บ ไม่ได้มา

การออกกำลังกายที่ดีจำเป็นต้องแลกมาด้วยการเจ็บจริงหรือ….. ในความเป็นจริงแล้ว คุณอาจกำลังทำอะไรบางอย่างผิดพลาดแล้วเกิดอาการเจ็บปวดก็ได้ ซึ่งอาการปวดเมื่อยหลังออกกำลังกายครั้งแรกก็สามารถพบได้ทั่วไป แต่หากอาการปวดเป็นอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าคุณอาจกำลังหักโหมมากเกินไป ซึ่งอาการปวดที่ว่า คือ อาการปวด เจ็บ ตึง กดเจ็บ หรือบวม เคลื่อนไหวลำบาก จะเจ็บตอนเคลื่อนไหวร่างกาย แต่อยู่เฉย ๆ จะไม่รู้สึกอะไร อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย (Delayed onset muscle soreness) จะเริ่มมีอาการปวดตั้งแต่ 12-48 ชั่วโมงหลังการออกกำลังกาย แต่ปวดมากสุดช่วง 48-72 ชั่วโมง แล้วอาการปวดต่าง ๆ จะลดลงจนหายไป เป็นผลมาจากการอักเสบ และการฉีดขาดของเนื้อเยื่ออิลาสติก (Elastic tissue) รอบ ๆ เส้นใยกล้ามเนื้อ ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่ดี และกล้ามเนื้อที่แข็งแรงควรรอให้อาการบาดเจ็บลดลงก่อน(หลัง 72 ชั่วโมง) ไม่เช่นนั้นคุณอาจบาดเจ็บแทนได้

ข้อที่สอง: มีเหงื่อออกมากขณะออกกำลังกาย หมายถึง ไม่ฟิต

ในความเป็นจริงแล้ว คือ ตรงกันข้าม เพราะเหงื่อบ่งบอกถึงการระบายความร้อนของร่างกายว่ามีประสิทธิภาพ ขณะออกกำลังกายหัวใจจะทำงานหนักขึ้นสูบฉีดเลือดไปทั่วไปร่างกายมากขึ้น บางคนรู้สึกได้ว่าร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น เพราะยิ่งออกมาก ความร้อนจากกล้ามเนื้อก็มากตามด้วย ทำให้ต้องมีการระบายความร้อนเพื่อคงอุณหภูมิของร่างกาย และป้องกันการเกิดความร้อนเป็นพิษด้วย

การระบายความร้อนของร่างกายอาศัยการไหลเวียนของเลือด โดยผ่านหลอดเลือดที่อยู่ใกล้ชั้นผิวหนังมากที่สุด ซึ่งผนังหลอดเลือด และรูขุมขนจะขยายตัว แล้วระบายความร้อนออกไป สังเกตได้จากบางคนหน้าแดง แก้มแดงหลังออกกำลังกายนั่นเอง แต่ร่างกายระบายความร้อนทางเดียวไม่พอ ต้องอาศัยต่อมเหงื่อช่วยขับเหงื่อช่วยด้วยอีกทาง โดยระบายความร้อนพร้อมกับการระเหยของเหงื่อ ร่างกายอาจสูญเสียน้ำ และเกลือแร่ในปริมาณมาก ดังนั้น หลังออกกำลังกายหนัก ๆ อย่าลืมเติมน้ำ และเกลือแร่ชดเชยด้วย

ข้อที่สาม: หากหยุดออกกำลังกาย กล้ามเนื้อจะเปลี่ยนเป็นไขมัน

กล้ามเนื้อ และไขมันเป็นเนื้อเยื่อคนละชนิดกัน ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนกันไปมาได้ ความจริงแล้ว คือ กล้ามเนื้อจะฝ่อไปหากไม่ได้ใช้งาน  ดังนั้น หากคุณกินตามปกติ แต่หยุดออกกำลัง คุณจะมีไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้น และสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และแน่นอนว่าคำถามที่แท้จริงคือ ทำไมคุณถึงหยุดออกกำลังกายล่ะ ?

ข้อที่สี่: เพิ่มการเผาผลาญไขมันได้โดยการออกกำลังกายนานขึ้น แต่เบาลง

ไม่ใช่เรื่องสำคัญว่าพลังงานที่ใช้ในการออกกำลังกายมาจากไขมัน หรือคาร์โบไฮเดรตกี่เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่สำคัญคือ ใช้พลังงานไปทั้งหมดเท่าไรในแต่ละวัน ยิ่งออกกำลังกายหนัก ปริมาณแคลอรี่ที่เผาผลาญไปในแต่ละนาทีก็จะเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ที่เริ่มออกกำลังกายใหม่ ๆ จะได้รับคำแนะนำให้เริ่มออกกำลังกายเบา ๆ ก่อน เนื่องจากอาจทนการออกกกำลังกายอย่างหนักไม่ได้ และการออกกำลังกายเบา ๆ ก็ปลอดภัยสำหรับผู้เริ่มต้น

ข้อที่ห้า: ออกกำลังกายแล้วจะกินอะไรก็ได้

หากคุณพยายามจะชดเชยการกินอาหารที่ไม่เหมาะสมด้วยการออกกำลังกาย คุณจะผิดหวังแน่นอน ในขณะที่ไม่ออกกำลังกาย และกินอาหารไม่เหมาะสมด้วยนั้นแย่ต่อสุขภาพมากกว่ากินอาหารไม่เหมาะสม แต่ออกกำลังกายมาก หากคุณเลือกกินอาหารที่มีคุณภาพดี คุณจะได้พลังงานที่ดี และประโยชน์จากการออกกำลังกายเกือบเต็มที่

ความเชื่อเรื่องฟิตเนสข้อที่หก: หากไม่ออกกำลังกายอย่างหนักสม่ำเสมอ การออกกำลังกายก็เป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า

ไม่มีอะไรที่จะห่างไกลจากความเป็นจริงได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าแม้การออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น การเดิน และการทำสวนไม่กี่ครั้งต่อสัปดาห์ก็ทำให้ได้ประโยชน์มากมาย มีการศึกษาหนึ่งพบว่าการทำสวนแม้เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้เช่นกัน