อาการภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ กำลังเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่สำคัญสุดประเด็นหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยประชากรกว่า 16 ล้านคนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ และมีผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 1.4 ล้านคนต่อปี มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2593 จะมีผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะในเอเชียแปซิฟิกมากถึง 72 ล้านคน มากเป็น 2 เท่าของจำนวนผู้ป่วยในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือรวมกัน

fitnessnews05

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ กำลังเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่สำคัญสุดประเด็นหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยประชากรกว่า 16 ล้านคนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ และมีผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 1.4 ล้านคนต่อปี มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2593 จะมีผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะในเอเชียแปซิฟิกมากถึง 72 ล้านคน มากเป็น 2 เท่าของจำนวนผู้ป่วยในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือรวมกัน

สำหรับประเทศไทย มีผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมากถึง 1.5 ล้านคน พบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ และพบการแพร่หลายของโรคสอดคล้องกับอายุที่เพิ่มขึ้น โดยพบในกลุ่มอายุระหว่าง 65-74 ปี ร้อยละ 1.5 กลุ่มอายุระหว่าง 75-84 ปี ร้อยละ 2.2 และกลุ่มอายุ 85 ปีขึ้นไป ร้อยละ 2.8

หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจเต้นระริก หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “เอเอฟ” (AF: Atrial Fibrillation) คือการที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะตามธรรมชาติ ส่วนมากหัวใจจะเต้นเร็วเกินไป มากกว่า 100 ครั้งต่อนาที (ปกติจะอยู่ระหว่าง 60-100 ครั้งต่อนาที) จนส่งผลให้การบีบกล้ามเนื้อของหัวใจห้องบนทั้งสองห้องไม่สัมพันธ์กัน ในกรณีที่เกิดขึ้นกับหัวใจห้องล่าง ผู้ป่วยจะเสียชีวิตทันทีหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ไหลตาย

นพ.ธัชพงศ์ งามอุโฆษ สาขาวิชาโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ผู้ป่วยเอเอฟจริง ๆ แล้วมีเป็นจำนวนมาก สาเหตุหลักคืออายุ เนื่องด้วยสังคมปัจจุบันมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ทำให้จำนวนผู้ป่วยเอเอฟมากขึ้นตามไปด้วย ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดเอเอฟรองลงมาคือกลุ่มโรค NCDs เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคปอด เบาหวาน ไขมันสูง และผู้ที่เคยเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต”

อาการโดยทั่วไปของเอเอฟคือ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ใจสั่น หายใจติดขัด และแน่นหน้าอก มากกว่าครึ่งของผู้ป่วยออกกำลังกายได้น้อยลง แต่บ่อยครั้งที่มีอาการไม่ชัดเจนเหมือนโรคหัวใจชนิดอื่น ๆ ทำให้ผู้ป่วยไม่คิดว่านั่นคือความผิดปกติที่เกิดขึ้น

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ที่มาหาหมอครั้งแรกด้วยอาการอัมพาต บ้างมาด้วยอาการหัวใจล้มเหลวจากภาวะน้ำท่วมปอด

สอดคล้องกับรายงาน Beyond the Burden: The Impact of Atrial Fibrillation in Asia Pacific 2019 ที่พบว่า 15-46% ของผู้ป่วยในเอเชียแปซิฟิกไม่มีอาการ และผู้ป่วยกว่า 10.7% มีอาการเรื้อรังขึ้นภายในระยะเวลาเพียง

1 ปี รายงานยังพบอีกว่า เอเอฟเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวมากถึง 5-6 เท่า หลอดเลือดสมองอุดตัน 2.5-3 เท่า และเพิ่มจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด 2-3 เท่า

ศาสตราจารย์ภิชาน นายแพทย์ กุลวี เนตรมณี อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวว่า “ประเทศไทยมีการติดตามและร่วมการศึกษากับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลกเพื่อติดตามการรักษาและสถานการณ์ของเอเอฟ อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมจากภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ

ในการสร้างบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจในไทยนั้นค่อนข้างจำกัด โอกาสต่อยอดและการฝึกฝนจึงมีน้อยตามไปด้วย ทำให้แพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญในการรักษาในไทยมีจำนวนไม่เพียงพอต่อผู้ป่วย”

การรักษามี 2 วิธีหลัก ๆ ได้แก่ การใช้ยาเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนอย่างยาละลายลิ่มเลือดควบคู่กับการควบคุมการเต้นของหัวใจไม่ให้เร็วจนเกินไป หรือการใช้ยาเพื่อให้หัวใจเต้นเป็นปกติตลอดเวลา ซึ่งผู้ป่วยเอเอฟที่เป็นโรคหัวใจร่วมด้วยจะไม่ตอบสนองกับยา

กลุ่มหลัง ทั้งนี้ทั้งนั้นยาทั้ง 2 กลุ่มไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อรักษาอาการให้หายขาด ยังคงความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตและโรคต่าง ๆ ที่อาจตามมาอยู่ นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังต้องรับประทานยาตลอดชีวิตอีกด้วย ก่อให้เกิดปัญหาด้านค่าใช้จ่าย

อีกวิธีคือการจี้หัวใจด้วยคลื่นวิทยุ (Radiofrequency Catheter Ablation) ทำให้คนไข้หายขาดได้ ไม่ต้องกินยา คุณภาพชีวิตดีขึ้น มีโอกาสน้อยกว่า 3-4% ที่อาการจะกลับมา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย

“หากพบว่ามีอาการใจสั่น ออกกำลังกายไม่ได้ อยากเป็นลม ควรรีบไปพบแพทย์ และสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงควรตรวจดูอัตราการเต้นของหัวใจเป็นประจำ เพราะหากตรวจเจอเร็วก็จะสามารถรักษาได้แต่เนิ่น ๆ เปอร์เซ็นต์การหายขาดก็จะเพิ่มขึ้นตาม

แต่ที่สำคัญที่สุดเราควรมีวินัยในการดูแลสุขภาพตัวเอง ป้องกันกลุ่มโรค NCDs เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดเอเอฟ แล้วคุณภาพชีวิตที่ดีก็จะตามมา” นพ.ธัชพงศ์ กล่าว