พกถุงยางป้องกัน โรคเอดส์ ในคืนลอยกระทง

ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยในคืนวันลอยกระทง ทำให้ปัจจุบันมียอดผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่รู้ตัวนับแสนราย โดยมีทุกช่วงวัย และอายุน้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้นการใช้ถุงยางอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยงโรคทางเพศสัมพันธ์ได้ โดยเฉพาะเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

fitnessnews01

ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยในคืนวันลอยกระทง ทำให้ปัจจุบันมียอดผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่รู้ตัวนับแสนราย โดยมีทุกช่วงวัย และอายุน้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้นการใช้ถุงยางอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยงโรคทางเพศสัมพันธ์ได้ โดยเฉพาะเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผอ.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวถึงค่านิยมการมีเพศสัมพันธ์ในคืนวันลอยกระทงว่า ไม่อยากให้พูดว่าวันไหน คืนไหนจะเป็นวันเสียตัว คืนเสียสาว เพราะถ้าคนจะมีเพศสัมพันธ์ก็สามารถมีได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดล่วงหน้าและหามาตรการป้องกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องการไปไล่ตรวจสอบตามโรงแรม หรือสถานที่ต่างๆ แต่เป็นการตรวจสอบป้องกันในเรื่องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะการติดเชื้อเอชไอวี จากการไม่สวมถุงยางอนามัย

วันนี้ในประเทศไทยมีจำนวนคนที่มีเชื้อเอชไอวีแต่ไม่รู้ตัว ไม่เคยไปตรวจมาก่อน นับเป็นแสนราย มีทุกช่วงวัย อายุน้อยลงเรื่อยๆ ประมาณ 15-16 ปี ก็เจอแล้ว ไม่รู้ว่าจะแจ็คพอตเมื่อไหร่ ดังนั้นเรื่องการป้องกันการติดเชื้อต้องอยู่ในมือเรา เริ่มต้นด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่ให้คู่เป็นคนเริ่ม อย่างเรื่องถุงยางอนามัยต้องเตรียมให้พร้อม ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้จริง

นายนิมิตร์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์การใช้ถุงยางอนามัยนั้นถือว่าน้อยลง แย่ลง เพราะเราเจอโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เยอะขึ้น ปัญหาที่ทำให้มีการใช้ถุงยางอนามัยน้อยนั้นพูดยาก แต่ที่พอจะบอกได้คือรัฐลงทุนเรื่องถุงยางอนามัยน้อยอยู่ เพราะจากข้อมูลความต้องการใช้ถุงยางอนามัย หากต้องการให้มีการป้องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้จริง ต้องใช้มากถึงปีละ 250 ล้านชิ้น แต่รัฐไม่ว่าจะเป็นระบบหลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค

มีการลงทุนซื้อถุงยางแจกจ่ายประชาชนเพียง 50 ล้านชิ้น หายไปประมาณ 150 ล้านชิ้น   ซึ่งถ้าบอกว่าต้องให้คนดูแลป้องกันตัวเอง ซื้อถุงยางอนามัยเอง แต่กลับไม่มีการควบคุมราคา ปล่อยให้ถุงยาง 3 ชิ้น 50 บาท วัยรุ่นอยากป้องกัน โอกาสที่จะมีกำลังซื้อเพื่อป้องกันตัวเองก็น้อยลง จริงๆ รัฐต้องเอื้ออำนวยความสะดวกให้มากกว่านี้

นอกจากนี้ในหมู่คนที่มีความเสี่ยงสูง คิดว่าการกินยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มชายรักชาย ทำให้เจอโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น และเรายังไม่มีกระบวนการที่จะชวนให้คนคิด เตรียมตัวและป้องกัน ยังมาพูดเรื่องคืนเสียสาวอยู่ ทำให้การใช้ถุงยางอนามัยยังน้อย

ท้องก่อนวัยก็เยอะ ตอนนี้โปรแกรมเรื่องการส่งเสริมป้องกันโรคน้อยลง ไม่มีใครพูดเรื่องนี้เป็นชิ้นเป็นอัน แคมเปญรณรงค์ก็น้อย การพูดเรื่องเพศศึกษาในโรงเรียนก็อ่อนลง แม้กระทั่ง พ.ร.บ.ป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ที่บอกว่าโรงเรียนต้องจัดการเรียนการสอนเรื่องเพศ เอาเข้าจริงๆ ก็ยังไม่ได้ทำตามเรื่องนี้กัน

ดังนั้น จึงเป็นโจทย์ว่าเรายังเจอปัญหาเยอะอยู่ อย่างที่โทรเข้าไปปรึกษาที่สายด่วนปรึกษาเอดส์ และท้อง 1663 ไม่พร้อมก็เริ่มมากขึ้น วันละ 150 สาย สะท้อนว่าไม่ได้ถุงยางอนามัย เป็นแบบนี้มา 8 ปี แล้ว ทั้งที่เราหวังให้มันลดลงแต่ก็ไม่ลดลงเลย นี่ก็สะท้อนด้วยว่าหน่วยงานที่รณรงค์ป้องกันจะต้องกระตุ้นกันให้มากขึ้น